วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2554

เกาะปันหยี ณ อ่าวพังงา

ท่องเที่ยว เกาะปันหยี ณ อ่าวพังงา

ท่องเที่ยว เกาะปันหยี ณ อ่าวพังงา

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี
เกาะปันหยี

เกาะปันหยี
เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี
เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก คุณ whymephoto, คุณ wandee007, คุณ pookiefoto, Pantip.com โดย คุณ ด.ช.ข้าวห่อไข่, คุณ จังเกิ้ล และ คุณ Filmlandscape

เหนื่อยไหม...เบื่อไหม...อยากออกไปเที่ยวกันไหม..ถ้าเพื่อน ๆ กำลังตกอยู่ในภาวะอารมณ์เช่นนี้ เตรียมตัวให้พร้อม เก็บกระเป๋า สะพายกล้อง เพราะกระปุกดอทคอมจะพาเพื่อน ๆ ไปลัลลาท่องเที่ยว เพื่อสัมผัสกับวิถีชีวิตชุมชนเก่าแก่ เหนือผืนทะเลในอ่าวพังงา อย่าง "เกาะปันหยี" จังหวัดพังงา...กัน

เกาะปันหยี เป็นเกาะเล็ก ๆ มีที่ราบประมาณ 1 ไร่ มีบ้านเรือน 300 หลังคา มีประชากรประมาณ 4,000 คน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของที่ว่าการอำเภอเมืองพังงา ประมาณ 7 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นเขาหินปูนสูงชะลูด แวดล้อมด้วยเกาะน้อยใหญ่


เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี


ย้อนหลังกลับไปนับร้อยปี บรรพบุรุษของคนปันหยี ซึ่งเป็นครอบครัวชาวชวา จำนวน 3 ครอบครัว อพยพมาจากอินโดนีเซียโดยเรือใบ 3 ลำ เพื่อค้นหาแหล่งทำกินที่ดีกว่าเดิม พวกเขาตกลงกันว่าหากใครพบที่ทำกินก่อน ให้สื่อสัญญาณด้วยการปักธงที่ยอดเขา และในที่สุดครอบครัว "โต๊ะบาบู" ก็พบเกาะหนึ่งก่อนใคร จึงขึ้นไปปักธงไว้ที่ยอดเขา และตั้งชื่อเกาะนั้นว่า "ปันหยี" ที่แปลว่า "ธง"

พื้นที่ส่วนใหญ่ของ เกาะปันหยี ตั้งอยู่ในทะเลอ่าวพังงา และบริเวณป่าชายเลนอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา มีหมู่บ้านจำนวน 4 หมู่บ้าน คือ บ้านท่าด่าน ตั้งอยู่บริเวณน้ำตื้นในอ่าวพังงา, เกาะปันหยี ตั้งอยู่บริเวณน้ำตื้นในอ่าวพังงา, เกาะไม้ไผ่ ตั้งอยู่บนเกาะและป่าชายเลนอ่าวพังงา และเกาะหมากน้อย ตั้งอยู่บนเกาะในอ่าวพังงา ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม และประมาณร้อยละ 2 นับถือศาสนาอื่น ๆ และส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านประมง เป็นหลัก นอกจาก นี้ยังมีการประกอบอาชีพ เช่น ทำสวนยางพารา สวนมะพร้าว อาชีพรับราชการ การค้าขายและรับจ้าง


เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี


และด้วยพื้นที่เป็นแผ่นดินอยู่น้อยนิดนี้ ชาว เกาะปันหยี ใช้เป็นที่ตั้งของศูนย์กลางหมู่บ้านและศาสนา ส่วนบ้านเรือน ร้านค้า และโรงเรียนตั้งอยู่ในน้ำ เดิมทีมีทางเดินเชื่อมถึงกันด้วยสะพานไม้ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสะพานปูนในปัจจุบัน เวลาน้ำขึ้น "หมู่บ้านปันหยี" จึงแลดูเหมือนหมู่บ้านลอยน้ำ แต่พอน้ำลงจะเห็นว่าบ้านนับร้อยหลังนั้น ตั้งอยู่บนเสาที่ปักในเลนมาตั้งแต่อดีต


เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี


ด้านทิศตะวันออกของ เกาะปันหยี จะมีร้านค้าเรียงรายตลอดสองทางเดิน แต่หากต้องการเห็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ก็ต้องเดินเลยย่านการค้าไปทางทิศตะวันตก และจะได้พบเห็นศาลาประชาคม สภากาแฟ ร้านค้าสำหรับชาวบ้าน ร้านตัดผม โรงเรียน และมัสยิด ที่อยู่คู่กับชุมชนกลางทะเลมาตั้งแต่อดีต


เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

ทั้งนี้ ชุมชนชาวมุสลิมที่ เกาะปันหยี เป็นกลุ่มที่มีวิถีชีวิตภายใต้บริบทวัฒนธรรมอิสลาม และอาชีพประมง อาศัยอยู่ร่วมกันในพื้นที่ที่จำกัดด้านนิเวศน์และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งทำให้ชุมชมสนิทสนมใกล้ชิดกัน อีกทั้งกาลเวลาได้ผูกพันผู้คนทั้งเกาะให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น


เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี


แปลกไหม? หากเด็ก ๆ บน เกาะปันหยี ไม่เคยเล่นดิน ไม่รู้จักไม้กวาด เพราะที่ เกาะปันหยี ไม่มีฝุ่นไม่มีชายหาดและทรายที่สวยงาม แต่ที่ เกาะปันหยี มีแหล่งชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกที่สวยงามไม่แพ้ที่ไหน ๆ อีกทั้งวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามของผู้คนในสังคม เกาะปันหยี ยังเป็นภูมิคุ้มกันให้ลูกหลานปลอดจากอบายมุข โดยบน เกาะปันหยี ไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ซึ่งไม่ควรที่จะมีใครนำเข้าไปด้วย และถึงแม้จะอยู่ไกลจากฝั่ง แต่ชาวปันหยีก็มีไฟฟ้าใช้เป็นของตัวเอง

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

อย่างไรก็ตาม นอกจากไปสัมผัสกับวิถีชีวิตของ หมู่บ้านเกาะปันหยี บ้านกลางน้ำของชุมชนมุสลิม ที่ถูกสร้างอยู่กลางทะเลโดยไม่มีพื้นดินมานานกว่า 200 ปี เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก แวะมาเยี่ยมชมตลอดปีแล้ว ใกล้ ๆ กันยังมีสถานที่ท่องเที่ยวให้ได้ไปชมกัน เช่น ภูเขาเขียน ซึ่งมีภาพเขียนโบราณเป็นรูปคนและสัตว์ต่าง ๆ เช่น ลิง ปลาโลมา จระเข้ ฯลฯ อยู่ภายในถ้ำ เชื่อกันว่าเป็นภาพเขียนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่ก่อนถึงตัวเกาะปันหยีประมาณ 400 เมตร อยู่บริเวณภูเขา ชาวบ้านเลยเรียกกันว่า "เขาเขียน" และ ถ้ำทะลุ มีเป็นลักษณะคล้ายเกาะตั้งอยู่ในทะเล มีช่องว่างระหว่างกลางเรียกว่า ถ้ำทะลุ นักท่องเที่ยวสามารถพายเรือซีแคนนู ชมบริเวณโดยรอบได้

และนี่คือ เกาะปันหยี หมู่บ้านกลางทะเล ณ อ่าวพังงา

เกาะปันหยี

ท่าเรือ


การเดินทาง

อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 8 กิโลเมตร จากทางหลวงหมายเลข 4 จะมีทางแยกซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 4144 เข้าไปประมาณ 4 กิโลเมตร จะถึงท่าเรือท่าด่านศุลกากร สามารถเช่าเรือจากบริเวณท่าเรือได้ หรือเดินทางโดยรถสองแถว มีรถออกจากตัวเมืองไปท่าเรือท่าด่านศุลกากรทุกวัน

การเช่าเรือล่องอ่าวพังงา มีเรือบริการนำเที่ยวออกจากท่าเรือต่าง ๆ ดังนี้…

ท่าเรือท่าด่านศุลการกร ใกล้โรงแรมพังงาเบย์รีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดพังงา มีเรือนำเที่ยวหลายขนาด ถ้าเดินทางมาเป็นคณะใหญ่ควรลงเรือที่ท่านี้ เพราะมีเรือขนาดใหญ่คอยบริการ

ท่าเรือสุระกุล หรือท่าเรือกระโสม ในอำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา มีเรือให้เช่าขนาดนั่งได้ 21 – 30 คน

ท่าเรือในบริเวณอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา มีเรือเร็ว บริการ




ขอขอบคุณข้อมูลจาก
และ อบต.เกาะปันหยี

ลูกหมีแพนด้า

น่ารักน่าชัง! ลูกหมีแพนด้า ในศูนย์ขยายพันธุ์ที่จีน

น่ารักน่าชัง! ลูกหมีแพนด้า ในศูนย์ขยายพันธุ์ที่จีน


ลูกหมีแพนด้า


ลูกหมีแพนด้า


ลูกหมีแพนด้า


ลูกหมีแพนด้า

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก zhgpl.com , money.591hx.com

"หมีแพนด้า หมีแพนด้า หมีแพนด้า หมีหมีแพนด้า หมีแพนด้าเขาว่าน่ารัก ผมนี้ชักชักอยากจะเห็น อยากสัมผัสหมีตัวเป็น ๆ .." เอ้า อยากเห็นหมีแพนด้ากันเหรอจ๊ะ ถ้าอย่างนั้นมาดูเจ้าสมาชิกแพนด้าตัวน้อยตั้งหนึ่งโหล นอนขนปุยหลับเรียงกันเป็นแถว น่ารักน่าชังอย่างกับเอาตุ๊กตาแพนด้ามาวางเรียงกันยังงั้นแน่ะ ทำเอานักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชมอดหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมาแชะเก็บภาพน่ารัก ๆ แบบนี้ไปไม่ได้

เจ้าหมาแพนดี้-หมีแพนด้าน้อย ๆ ทั้ง 12 ตัวนี้ ลืมตาดูโลกที่ศูนย์ขยายพันธุ์แพนด้ายักษ์ หรือไจแอนท์แพนด้า ที่เมืองเฉินตู ประเทศจีน ซึ่งเป็นที่สำหรับเพาะเลี้ยงและดูแลเจ้าแพนด้ายักษ์ สัตว์สัญลักษณ์ของประเทศจีน โดยศูนย์นี้ตั้งขึ้นและทำงานอย่างจริงจังหลังจากสำรวจพบว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประชากรแพนด้ายักษ์ของจีนลดลงอย่างน่าเป็นห่วง นับจำนวนได้ 1,596ตัวเท่านั้นที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ

และจนถึงปัจจุบันนี้ ทางศูนย์ก็สามารถขยายพันธุ์เจ้าแพนด้ายักษ์ได้ถึง 108 ตัวแล้วล่ะ..และก็รวมถึงเจ้าตัวเปี๊ยกน่ารักน่าชังที่เห็นอยู่นี้ด้วย เห็นแล้วก็อยากเข้าไปอุ้มเล่นจริง ๆ เล้ยย >_<


ประวัติวันออกพรรษา

วันออกพรรษา ประวัติวันออกพรรษา


วันออกพรรษา
วันออกพรรษา

วันออกพรรษา
วันออกพรรษา

หลังเทศกาลเข้าพรรษาผ่านพ้นไปได้ 3 เดือน ก็จะเป็น วันออกพรรษา ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดระยะการจำพรรษา หรือออกจากการอยู่ประจำที่วัดในช่วงฤดูฝนตลอด 3 เดือนของพระภิกษุสงฆ์ โดย วันออกพรรษา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า "วันมหาปวารนา" คำว่า "ปวารนา" นั้นแปลว่า อนุญาตหรือยอมให้ โดยในปีนี้ วันออกพรรษา ตรงกับวันที่ 12 ตุลาคม 2554
ทั้งนี้ วันออกพรรษา พระสงฆ์จะประกอบพิธีทำสังฆกรรมใหญ่ที่เรียกว่า มหาปวารณา ใน วันออกพรรษา ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ภิกษุว่ากล่าวตักเตือนซึ่งกันและกันได้ เนื่องจากในระหว่างที่เข้าพรรษาอยู่ด้วยกัน พระสงฆ์บางรูปอาจมีข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไข และการให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนก็จะทำให้รู้ข้อบกพร่องของตน อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ถามข้อสงสัยซึ่งกันและกันได้ด้วย พระผู้ใหญ่ก็กล่าวตักเตือนพระผู้น้อยได้ และพระผู้มีอาวุโสน้อยก็สามารถชี้แนะถึงข้อไม่ดีของพระผู้ใหญ่ได้เช่นกัน แม้พระผู้ใหญ่จะมีอาวุโสมากกว่า แต่ท่านก็มิได้สำคัญตนผิดคิดว่าท่านทำอะไรแล้วถูกไปหมดทุกอย่าง เพื่อเป็นเครื่องมือชี้ให้เห็นวิธีการคอยสังวร คือ ตามระวัง ไม่ประมาท ไม่ยอมให้ความเลวร้ายเกิดขึ้นได้ เหมือนล้อมรั้วไว้ก่อนที่วัวจะหาย ไม่ว่าจะอยู่ในเทศกาลเข้าพรรษาหรืออกพรรษา พระท่านจะประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ตามระบอบของพระธรรมวินัยอยู่ตลอดเวลา

สำหรับ คำกล่าว ปวารณา มีคำกล่าวเป็นภาษาบาลีเป็นดังนี้ "สังฆัมภันเต ปะวาเรมิ ทิฎเฐนะ วา สุเตนะ วาปะริสังกายะ วา วะทันตุ มัง อายัส์มันโต อะนุกัทปัง อุปาทายะ ปัสสันโต ปฎิกะริสสามิ" มีความหมายว่า ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ กระผมขอปวารณาต่อสงฆ์ ด้วยได้เห็นหรือได้ฟังก็ตาม ขอท่านทั้งหลายโปรดอนุเคราะห์ ว่ากล่าวตักเตือนกระผมด้วย เมื่อกระผมมองเห็นแล้ว จักประพฤติตัวเสียเลยใหม่ให้ดี

เมื่อทำพิธี วันออกพรรษา แล้ว พระภิกษุสงฆ์สามารถจาริกไปในสถานที่ต่าง ๆ หรือค้างคืนที่อื่นได้โดยไม่ผิดพระพุทธบัญญัติ และยังได้รับอานิสงค์ก็คือ


ไปไหนไม่ต้องบอกลา
ไม่ต้องถือผ้าไตรครบชุด
มีสิทธิ์รับลาภที่เกิดขึ้นได้
มีโอกาสได้อนุโมทนากฐิน ที่จะสามารถขยายเวลาของอานิสงค์ออกไปอีก 4 เดือน

ประเพณีเกี่ยวข้องกับวันออกพรรษา
ประเพณีเกี่ยวข้องกับวันออกพรรษา ที่นิยมปฏิบัติอยู่ 2 อย่าง คือ

1. ประเพณีตักบาตรเทโว หลัง วันออกพรรษา

หลังวันออกพรรษา 1 วัน คือ แรม 1 ค่ำ เดือน 11 จะมีการ "ตักบาตรเทโว" หรือชื่อเต็มตามคำพระว่า "เทโวโรหนะ" แปลว่า การหยั่งลงจากเทวโลก โดยสามารถเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ตักบาตรดาวดึงส์" โดยอาหารที่นิยมนำไปใส่บาตรคือ ข้าวต้มมัด และ ข้าวต้มลูกโยน

ความเป็นมาของประเพณีตักบาตรเทโว มีดังนี้

สมัยพุทธกาล เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม และเสด็จขึ้นไปโปรดพระพุทธมารดาโดยจำพรรษาอยู่ ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเวลา 1 พรรษา และเมื่อออกพรรษาแล้วพระองค์ได้เสด็จกลับยังโลกมนุษย์ ณ เมืองสังกัสสคร การที่พระพุทธองค์เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เรียกตามศัพท์ภาษาบาลีว่า "เทโวโรหณะ" ในครั้งนั้นบรรดาพุทธศาสนิกชนผู้มีความศรัทธาเลื่อมใส เมื่อทราบข่าวต่างพร้อมใจกันไปรอตักบาตรเพื่อรับเสด็จกันอย่างเนืองแน่น จนถือเป็นประเพณีตักบาตรเทโวปฏิบัติสืบทอดกันมาจนตราบเท่าทุกวันนี้

โดยพิธีตักบาตรเทโวโรหณะในปัจจุบันนั้นจะเริ่มตั้งแต่ตอนรุ่งอรุณ หลัง วันออกพรรษา พระภิกษุสามเณรลงทำวัตรในพระอุโบสถ พอพระอาทิตย์ขึ้นก็สมมติว่า พระลงมาจากบันไดสวรรค์ บางที่ก็มีดนตรีบรรเลงเพลงไทยเดิม สมมุติว่าเป็นพวกเทวดาบรรเลง ขับกล่อมตามส่งพระพุทธเจ้า ยังมีพวกแฟนตาซีอีก แต่งเป็นพวกยักษ์ เทวดา พระอินทร์ พรหม นางเทพธิดา นำหน้าขบวนพระภิกษุสามเณร ชาวบ้านก็จะใส่บาตรด้วยอาหารหวาน อาหารคาว ข้าวต้มลูกโยน ข้าวต้มมัดจึงเป็นสัญลักษณ์ของพิธีนี้

2. ประเพณีเทศน์มหาชาติ หลัง วันออกพรรษา

งานเทศน์มหาชาติ นิยมทำกันหลัง วันออกพรรษา พ้นหน้ากฐินไปแล้ว ซึ่งกฐินจะทำกัน 1 เดือนหลังออกพรรษา ที่จะร่วมกันทอดกฐินทั้ง จุลกฐิน และ มหากฐิน โดยประเพณีงานเทศน์มหาชาติอาจทำในวันขี้น 8 ค่ำกลางเดือน 12 หรือในวันแรม 8 ค่ำ ก็ได้ เพราะในช่วงนี้น้ำเริ่มลดและข้าวปลาอาหารกำลังอุดมสมบูรณ์ จึงพร้อมใจกันทำบุญทำทานและเล่นสนุกสนานรื่นเริง แต่ในภาคอีสานนั้นนิยมทำกันในเดือน 4 เรียกว่า "งานบุญพระเวส" ซึ่งเป็นช่วงที่เสร็จจากการทำบุญลานเอาข้าวเข้ายุ้ง ในภาคกลาง บางท้องถิ่นทำกันในเดือน 5 ต่อเดือน 6 ก็มี

งานเทศน์มหาชาตินั้นจะทำในเดือนไหนก็ได้ไม่จำกัดฤดูกาล โดยมากเพื่อเป็นการหาเงินเข้าวัด บางแห่งนิยมทำในเดือน 10 โดยการเทศน์มหาชาตินั้น มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 13 กัณฑ์ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระเวสสันดรอันเป็นพระชาติสุดท้ายของพระบรมโพธิสัตว์ ก่อนที่จะมาประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ และออกบวชจนตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ประเพณี วันออกพรรษา ในแต่ละภาค

นอกจากนี้ในแต่ละภาคก็จะมีประเพณีที่ต่างกันไป

วันออกพรรษา ภาคกลาง

จังหวัดนครปฐม ที่พระปฐมเจดีย์ พระภิกษุสามเณรจะมารวมกันที่องค์พระปฐมเจดีย์ แล้วก็เดินลงมาจากบันไดนาคหน้าวิหารพระร่วง สมมติว่าพระเดินลงมาจากบันไดสวรรค์ชาวบ้านก็คอยใส่บาตร

จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาสูง ณ วัดสะแกกรัง พระภิกษุก็จะเดินลงมาจากเขารับบิณฑบาตจากชาวบ้าน โดยขบวนพระภิกษุสงฆ์ที่ลงมาจากบันไดนั้นนิยมให้มีพระพุทธรูปนำหน้า ทำการสมมติว่าเป็นพระพุทธเจ้า จะใช้พระปางอุ้มบาตร ห้ามมาร ห้ามสมุทร รำพึง ถวายเนตรหรือปางลีลา ตั้งไว้บนรถหรือตั้งบนคานหาม มีที่ตั้งบาตรสำหรับอาหารบิณฑบาต

แต่สำหรับบางที่ไม่นิยมตักบาตรเทโว แต่นิยมตักบาตรตอนเช้าถวายอาหารพระภิกษุแล้วฟังเทศน์รักษาอุโบสถศีล ส่วนที่นิยมตักบาตรเทโว จะทำบุญเป็น 2 วัน คือวันออกพรรษากับวันเทโว ในวันแรม 1 ค่ำเดือน 11 ในวันออกพรรษานั้น หรือในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ก็มีการฟังเทศน์ตอนสาย ๆ และรักษาอุโบสถศีล

ส่วนทางภาคใต้ก็จะมีประเพณีชักพระหรือลากพระ ซึ่งก็คือพระพุทธรูปนั่นเอง โดยมี 2 กรณี คือ ชักพระทางบก กับ ชักพระทางน้ำ


พิธีชักพระทางบก

ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ก่อนวันชักพระ 2 วัน จะมีพิธีใส่บาตรหน้าล้อ นอกจากอาหารคาวหวานแล้ว ยังมีสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของงาน คือ "ปัด" หรือข้าวต้มผัดน้ำกะทิห่อด้วยใบมะพร้าว บางที่ห่อด้วยใบกะพ้อ (ปาล์มชนิดหนึ่ง) ในภาคกลางเขาเรียกว่า ข้าวต้มลูกโยน ก่อนจะถึงวันออกพรรษา 1 - 2 สัปดาห์ ทางวัดจะทำเรือบก คือ เอาท่อนไม้ขนาดใหญ่ 2 ท่อนมาทำเป็นพญานาค 2 ตัว เป็นแม่เรือที่ถูกยึดไว้อย่างแข็งแรง แล้วปูกระดาน วางบุษบก บนบุษบกจะนำพระพุทธรูปยืนรอบบุษบกก็วางเครื่องดนตรีไว้บรรเลง เวลาเคลื่อนพระไปสู่บริเวณงานพอเช้าวัน 1 ค่ำ เดือน 11 ชาวบ้านจะช่วยกันชักพระ โดยถือเชือกขนาดใหญ่ 2 เส้นที่ผูกไว้กับพญานาคทั้ง 2 ตัว เมื่อถึงบริเวณงานจะมีการสมโภช และมีการเล่นกีฬาพื้นเมืองต่างๆ กลางคืนมีงานฉลองอย่างมโหฬาร อย่างการชักพระที่ปัตตานีก็จะมีชาวอิสลามร่วมด้วย

พิธีชักพระทางน้ำ

ก่อนถึงวันแรม 1 ค่ำเดือน 11 ทางวัดที่อยู่ริมน้ำ ก็จะเตรียมการต่างๆ โดยการนำเรือมา 2 - 3 ลำ มาปูด้วยไม้กระดานเพื่อตั้งบุษบก หรือพนมพระประดับประดาด้วยธงทิว ในบุษบกก็ตั้งพระพุทธรูป ในเรือบางที่ก็มีเครื่องดนตรีประโคมตลอดทางที่เรือเคลื่อนที่ไปสู่จุดกำหนด คือบริเวณงานท่าน้ำที่เป็นบริเวณงานก็จะมีเรือพระหลายๆ วัดมาร่วมงาน ปัจจุบันจะนิยมใช้เรือยนต์จูง แทนการพาย เมื่อชักพระถึงบริเวณงานทั้งหมด ทุกวัดที่มาร่วมจะมีการฉลองสมโภชพระ มีการละเล่นต่างๆ อย่างสนุกสนาน เช่น แข่งเรือปาโคลน ซัดข้าวต้ม เป็นต้น เมื่อฉลองเสร็จ ก็จะชักพระกลับวัด บางทีก็จะแย่งเรือกัน ฝ่ายใดชนะก็ยึดเรือ ฝ่ายใดแพ้ต้องเสียค่าไถ่ให้ฝ่ายชนะ จึงจะได้เรือคืน

ในเขตที่มีบ้านเรือนอยู่ในเขตแม่น้ำลำคลองก็จะมีพิธีรับพระเช่นกัน อย่างที่อำเภอบางบ่อ บางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ทางวัดจะอัญเชิญพระพุทธรูปยืนลงบุษบกในตัวเรือแล้วแห่ไปตามลำคลอง ชาวบ้านก็จะโยนดอกบัวจากฝั่งให้ตกในเรือหน้าพระพุทธรูป แล้วโยนข้าวต้ม และยังมีการแข่งขันเรือชิงรางวัลอีกด้วย หรือจะเป็นประเพณีตักบาตรพระร้อย ที่เป็นการใส่บาตรพระร้อยรูป ส่วนมากจะจัดพิธีขึ้นทางน้ำเนื่องจากแต่ก่อนบ้านเรือนจะอยู่ติดแม่น้ำลำคลอง การสัญจรไปไหนมาไหนก็จะใช้เรือ พระส่วนใหญ่จึงใช้เรือในการออกบิณฑบาต

กิจกรรมต่างๆ ที่พุทธศาสนิกชนควรปฏิบัติใน วันออกพรรษา

1. ทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ล่วงลับ

2. ฟังพระธรรมเทศนา รักษาศีล ถวายสังฆทาน ถวายภัตตาหาร หรือจัดดอกไม้ ธูป เทียน ไปบูชาที่วัด และฟังพระธรรมเทศนา

3. ร่วมกุศลธรรม "ตักบาตรเทโว"

4. ปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือนและสถานที่ราชการและ ประดับธงชาติและธงธรรมจักรตามวัด และสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา

5. ตามสถานที่ราชการ สถานที่ศึกษาและที่วัด ควรจัดให้มีนิทรรศการ การบรรยาย หรือ บรรยายธรรม เกี่ยวกับวันออกพรรษาฯลฯ เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนและผู้สนใจทั่วไป

6. งดการเที่ยวเตร่ ละเว้นอบายมุข รวมทั้งละเว้นการฆ่าสัตว์และบริโภคเนื้อสัตว์

โดยประโยชน์ที่เราจะได้รับจากการทำพิธี วันออกพรรษา จะมีดังต่อไปนี้

เตือนสติว่าเวลาที่ผ่านพ้นไปอีกพรรษาหนึ่งแล้วได้คร่าชีวิตมนุษย์ ให้ผู้คนนั้นดำรงอยู่ในความไม่ประมาทและหันมาสร้างกุศล

การทำบุญออกพรรษาจะเปิดโอกาสให้ผู้อื่นชำระความผิดของตนได้ คือหลักปวารณา ปกติคนเราคบกันนานๆ ก็จะเผย "สันดาน" ที่แท้ออกมา อาจจะไม่ดีนักแต่ตนเองไม่รู้ตัวแล้วมองไม่เห็น แต่ผู้อยู่ข้างๆ มองเห็นแต่ไม่กล้าเตือน ดังนั้นตนเองต้องปวารณาตัวให้ผู้อื่นชี้แนะได้ ความสัมพันธ์ก็จะดีขึ้นและยั่งยืน

ได้ข้อคิดที่ว่า คนเราส่วนใหญ่มักจะลำเอียงเข้าข้างตนเองเป็นฝ่ายถูก ความผิดของคนอื่นเห็นง่ายส่วนตนเองนั้นความผิดนั้นเห็นยาก นี่แหละสัญชาตญาณของคนเรา

เป็นการให้รู้ถึงการมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีในการเปิดใจซึ่งกันและกัน โดยไม่มีเล่ห์เหลี่ยมลับลมคมในใดๆ ต่อในการคบหาหรืออยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

ดังนั้นใครที่อยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง วันออกพรรษา จึงน่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม สำหรับการย้อนมองดูตัวเองว่าได้ทำสิ่งใดผิดพลาดไว้บ้างหรือเปล่า เพื่อที่จะได้ปรับปรุงและไม่ทำผิดซ้ำในเรื่องเดิมอีก

เผยเรื่องราว สาวศัลยกรรม เปลี่ยนสวยจนแฟนขอคืนดี

เผยเรื่องราว สาวศัลยกรรม เปลี่ยนสวยจนแฟนขอคืนดี

เผยเรื่องราว สาวศัลยกรรม เปลี่ยนสวยจนแฟนขอคืนดี




เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก youtube.com โพสต์โดย thinkJaden2

สาว ๆ คนไหนเคยดูมิวสิควิดีโอเพลง "คนไม่สวยผิดเสมอ" ของวงแอมฟายน์บ้างคะ มิวสิควิดีโอช้ำรักเพลงนั้น ได้ถ่ายทอดเรื่องของผู้หญิงหน้าตาไม่ดี ถูกแฟนทิ้งเพื่อไปหาคนที่สวยกว่า ทำให้ผู้หญิงคนนั้นฮึดสู้ ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อกลับมาไปผู้ชายคนที่ทิ้งเธอไปอีกครั้ง แล้วทำให้ผู้ชายคนนั้นรักหัวปักหัวปำ ก่อนที่จะทิ้งเขาอย่างไม่ไยดี !! ...

แต่ใครเลยจะรู้ว่าเรื่องราวในมิวสิควิดีโอเพลงดังกล่าว จะกลายเป็นเรื่องจริง เมื่อผู้หญิงหน้าตาบ้าน ๆ คนหนึ่ง ถูกผู้ชายที่เธอรักจนหมดหัวใจ ทิ้งเขาไปอย่างง่ายดาย อีกทั้งผู้หญิงคนใหม่ ยังโทรมาเยาะเย้ยว่าเธอไม่มีอะไรที่จะสู้เขาได้ และคำนั้นเองก็กลายเป็นแรงผลักดันที่ทำให้ผู้หญิงธรรมดาที่ถูกแฟนทิ้ง กลายเป็นผู้หญิงที่สวยจนเขาต้องกลับมาขอคืนดี

และแน่นอนค่ะ วันนี้กระปุกดอทคอมขอนำเรื่องราวของ "นก วันริสา เนมิราช" สาวสวยผู้โชคร้าย ที่เจอชายหนุ่มที่รักเขาเพียงแค่หน้าตา แต่กลับโชคดีที่การทำศัลยกรรมของเธอครั้งนี้ได้ผลเหมือนถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1




สาวสวยวัยใส อายุ 23 ปี ได้เท้าความถึงเรื่องราวความรักของเธอเมื่อ 2 ปีที่แล้วให้ฟังว่า เธอคบกับผู้ชายคนหนึ่งมานานประมาณ 5-6 ปี และตลอดเวลาที่คบกันเขาก็มีผู้หญิงที่แอบคุย แอบคบ หรือเรียกง่าย ๆ ว่า มีกิ๊ก นั่นเอง ซึ่งระหว่างที่คบกับเขา เธอก็รู้ว่าฝ่ายชายไม่ได้ซื่อสัตย์ และมีเธอเพียงคนเดียว อีกทั้งเมื่อเวลาที่เธอเอ่ยชื่อ หรือพูดถึงผู้หญิงคนนั้นเมื่อไร ก็จะมีปากเสียงกันตลอด บางครั้งก็ถึงกับลงไม้ลงมือทำร้ายเธอเลยทีเดียว...

ยิ่งไปกว่านั้นผู้หญิงคนใหม่ก็จ้องจะเยาะเย้ยเธอตลอดเวลา ด้วยการโทรมาพูดจาถากถางว่า "ไม่มีอะไรดีเทียบฉันได้ ทั้งรูปร่างหน้าตา แล้วก็ความสวย จะเอาอะไรมาสู้กับคนระดับฉัน" ถ้อยคำรุนแรงดังกล่าว กลายเป็นแรงฮึดของเธอในทันที และเธอก็ได้ตั้งปณิธานว่า "ถ้าเราเปลี่ยนใจคนอื่นไม่ได้...เราเปลี่ยนตัวเองดีกว่า" จากนั้น นก วันริสา สาวน้อยหน้าตาบ้าน ๆ ก็ได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการศัลยกรรมในทันที...




นก วันริสา ได้กล่าวว่า เธอตั้งใจทำงานหมายมั่นที่จะนำเงินมาทำสวยให้ได้ โดยเธอทำงานเกี่ยวกับธุรกิจส่งออกเครื่องหนังกับที่บ้าน และได้เก็บเล็กผสมน้อย ๆ อย่างเงียบ ๆ โดยไม่ได้บอกให้คุณแม่รู้ และช่วงในระหว่างที่เธอเก็บเงิน เธอก็ศึกษาข้อมูลทั้งข้อดี ข้อเสีย ข้อจำกัดในการศัลยกรรมอย่างละเอียดถี่ถ้วน พอเธอเริ่มมีเงินพอ ก็พร้อมที่จะทำศัลยกรรมทันที โดยเธอทำศัลยกรรมทั้งหมด 3 ครั้งใหญ่ ๆ ด้วยกัน เริ่มแรกคือ การกรีดตาสองชั้น ตัดปีกจมูก และเสริมจมูก ส่วนครั้งที่สอง เธอตัดสินใจไปทำปากบางให้สวยเซ็กซี่เหมือน อั้ม พัชราภา และเสริมคางเพื่อให้คางเรียวยาว และครั้งสุดท้าย เธอไปสักคิ้วสามมิติ เพื่อให้คิ้วของเธอหนา ขนเรียงสวยดูเป็นธรรมชาติ และทำลักยิ้ม เพราะอยากน่ารักแบบสาวหวาน

ช่วงแรกที่ นก วันริสา ทำศัลยกรรม เธอกล่าวว่า คุณแม่ของเธอไม่อยากจะกินข้าวร่วมโต๊ะด้วย เพราะหน้าตาหลังการผ่าตัดนั้น ทั้งบวม ทั้งเขียว มีรอยเย็บเต็มไปหมด แต่พอเธอพักฟื้นได้สักพัก หน้าเธอก็เข้ารูป กลายเป็นคนสวยที่หลาย ๆ คนต้องถามว่า เธอเป็นลูกของคุณแม่จริง ๆ หรือเปล่า ส่วนเพื่อน ๆ หลายคนต่างตกตะลึงในความเปลี่ยนแปลงของเธอ และไม่คิดว่าเธอจะสวยขึ้นได้เพียงนี้

"เวลาไปต่างประเทศ นกจะมีปัญหากับ ตม. มาก ๆ เพราะเขาไม่เชื่อว่า นก จะเป็นคนเดียวกันกับรูปในหนังสือเดินทาง" นก กล่าว

ไม่ใช่แค่คนอื่น ๆ ที่ตื่นเต้นกับการเปลี่ยนแปลงของเธอ เพราะเธอเองก็แอบตกใจไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการงานที่ติดต่อเข้ามา ทั้งงานถ่ายแบบ งานพริตตี้ หรือว่าเวลาไปไหนมาไหนก็มีผู้ชายเข้ามาจีบ เข้ามาขอเบอร์ หรือเดินมองเธออย่างเหลียวหลัง และนั่นก็ทำให้เธอมั่นใจมากขึ้นว่า เธอสวยขึ้นมาก!! จากนั้นสิ่งดี ๆ เริ่มเข้ามาในชีวิตของเธอ และเขา "คนที่ทิ้งเธอไป" ก็เดินกลับเข้ามาหาเธออีกครั้งเหมือนกัน


ภาพคุณนก ถ่ายกับแม่ ก่อนทำศัลยกรรม


ภาพคุณนก ถ่ายกับแม่ หลังทำศัลยกรรม

ถึงแม้เธอจะพยายามสวย เพื่ออยากให้เขากลับมาสนใจได้ตามที่เธอต้องการแล้ว แต่เธอก็ไม่สามารถกลับไปคบกับเขาเหมือนเดิมได้ ... เพราะความรัก และความผูกพันที่เธอมีให้เขาตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีนั้น ได้ถูกทำลายด้วยการนอกใจ และเธอก็ได้รู้แล้วว่า ผู้ชายคนนี้คบคนเพียงเพราะหน้าตา รูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น อีกอย่างตอนนี้เธอก็อยู่ในฐานะผู้เลือก ไม่ใช่ตัวเลือกเหมือนแต่ก่อนแล้ว

สาววัย 23 ยังกล่าวต่ออีกว่า ทุกวันนี้เธอไม่คิดที่จะศัลยกรรมอะไรเพิ่มเติมแล้ว เพราะเธอคิดว่าไม่มีจุดบกพร่องใด ๆ บนใบหน้าของเธอ เธอชอบ และพึงพอใจกับมันมาก ๆ แต่ก็อยากจะเตือนทุกคนที่ศัลยกรรมให้ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะโชคดี ทำหน้าแล้วสวยได้อย่างเธอ...

"นกคิดว่า การศัลยกรรมก็เหมือนการซื้อลอตเตอรี่ ถ้าดวงดีก็โชคดี ได้ใบหน้าอย่างที่เราพึงพอใจ ถ้าดวงไม่ดี หรือไม่รู้จักพอ อยากทำแล้วอยากทำอีก ก็อาจจะเสียโฉมได้ นอกจากนี้ นกอยากจะฝากถึงผู้หญิงที่อยากสวยเร่งรัดด้วยว่า มันไม่คุ้มกัน การฉีดฟีลเลอร์ปลอม หรือสารเคมีปลอม อาจจะทำให้สวยได้ ดั้งโด่งได้ภายในสิบนาที แต่อาจจะต้องแลกกับความทุกข์ทรมาน ทนอยู่กับใบหน้าที่เสียโฉมตลอดชีวิต "




คลิป รายการตี 10 ตอน ยิ่งกว่าถูกหวย สวยศัลยกรรม! 1




คลิป รายการตี 10 ตอน ยิ่งกว่าถูกหวย สวยศัลยกรรม! 2



คลิป รายการตี 10 ตอน ยิ่งกว่าถูกหวย สวยศัลยกรรม! 3