วันอังคารที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2554
ผู้ชายที่สวยที่สุดในโลก
วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2554
ไขข้อข้องใจ เหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดที่ญี่ปุ่น
ไขข้อข้องใจ เหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดที่ญี่ปุ่น
ไขข้อข้องใจ เหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดที่ญี่ปุ่น
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก คุณ Maki Roll จากเว็บไซต์ Pantip.com , คุณ Spymatrix จากเว็บไซต์ Pantip.com
สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ที่ได้รับข่าวสารเป็นอย่างมาก หลังจากเกิดเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของญี่ปุ่นระเบิด จากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันศุกร์ที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา โดยในช่วงแรกนั้น เกิดความสับสนในเรื่องของข่าวว่า สิ่งที่ระเบิดคือเตาปฏิกรณ์ แต่แท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่ระเบิดนั้นเป็นเพียงตัวอาคารที่ถูกก๊าซไฮโดรเจนปริมาณมากดันออกมา จากความร้อนที่สูงขึ้นนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ คุณ Spymatrix จากเว็บไซต์ Pantip.com และ คุณ Maki Roll จากเว็บไซต์ Pantip.com จึงได้ตั้งกระทู้อธิบายเหตุการณ์การระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ญี่ปุ่น เพื่อจะได้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องนั่นเอง
สำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิม่า ไดอิจิ นั้น มีทั้งหมด 6 โรง ใช้เทคโนโลยีแบบ BWR ซึ่งเครื่องหมายเลข 1 มีอายุมากที่สุดถึง 40 ปี และ หากจะอธิบายถึงระบบความปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้น เพื่อให้เห็นภาพชัดเราสามารถเปรียบเทียบกับการต้มน้ำจากกาน้ำ ขณะที่เราเปิดเตาแก๊สต้มน้ำอยู่ เมื่อน้ำเดือดจะมีไอน้ำพวยพุ่งออกมาจากปากกา เทียบได้กับเตาปฏิกรณ์ในโรงไฟฟ้ากำลังทำงาน และผลิตไอน้ำไปหมุนกังหัน เพื่อปั่นไฟฟ้าออกมาให้ตามบ้านเรือน
หากเกิดเหตุการณ์ที่เป็นภัยคุกคามต่อโรงไฟฟ้า เช่น แผ่นดินไหว สึนามิ อุปกรณ์ตรวจวัดในโรงไฟฟ้าจะจับแรงสั่นสะเทือนได้ และเมื่อถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้โรงไฟฟ้าก็จะหยุดทำงานโดยอัตโนมัติ แต่แม้ว่า โรงไฟฟ้าจะหยุดทำงานแล้ว เปรียบเหมือนช่วงที่เราปิดแก๊ส เราจะพบว่า น้ำในกายังคงเดือดร้อนเพราะได้รับความร้อนที่สะสมไว้ภายในกา เช่นเดียวกับเตาปฏิกรณ์ที่แม้จะหยุดทำงานแล้ว แต่ความร้อนที่เกิดขึ้นตอนเดินเครื่องยังคงสะสมอยู่ จึงจำเป็นต้องมีระบบเพื่อระบายความร้อนออกไป
ปกติแล้วเวลาต้มน้ำเสร็จ แล้วอยากให้น้ำในกาเย็นเร็ว ๆ เราสามารถเปิดฝากาต้มน้ำได้ แต่เราไม่สามารถเปิดเตาปฏิกรณ์เพื่อระบายความร้อนเช่นเดียวกับกาต้มน้ำได้ เนื่องจากภายในเตามีสารกัมมันตรังสีอยู่ จึงจำเป็นต้องระบายความร้อนโดยระบบหล่อเย็น ซึ่งระบบหล่อเย็นนี้ต้องการไฟฟ้าเพื่อใช้ในการเดินระบบหล่อเย็น
ภาพการทำงานของเตาปฏิกรณ์
ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะมีแกนปฏิกรณ์ ที่ถูกแช่อยู่ในน้ำ เพื่อที่จะให้น้ำเป็นตัวพาความร้อนออกไป (ตามรูปคือแท่งสีเหลือง น้ำ คือ ส่วนสีฟ้า)
ภาพการทำงานของเตาปฏิกรณ์
หากไม่มีน้ำ หรือน้ำลดน้อยลง ปฏิกิริยานิวเคลียร์จะคายความร้อนออกมา และเมื่อไม่มีน้ำเป็นตัวพาความร้อนจากแกนปฏิกรณ์ออกไป แกนปฏิกรณ์จะร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ภาพการทำงานของเตาปฏิกรณ์
จากนั้น เมื่อแกนปฏิกรณ์ร้อนจนถึงจุด ๆ หนึ่ง แกนปฏิกรณ์จะเริ่มหลอมละลาย ทำให้สารกัมมันตรังสีเริ่มแพร่กระจายออกมา
ภาพการทำงานของเตาปฏิกรณ์
ภาพการทำงานของเตาปฏิกรณ์
เมื่อเริ่มทำการหยุดปฏิกริยา Cooling System - 1 (ระบบระบายความร้อนที่ 1) ที่ถูกตั้งไว้อัตโนมัติ จะเริ่มทำงานทันที เพื่อระบายความร้อนออกจากแกนปฏิกรณ์
ภาพการทำงานของเตาปฏิกรณ์
แต่ทว่า หลังจากเกิดแผ่นดินไหว ทำให้ระบบระบายความร้อนที่ 1 ได้รับความเสียหาย ระบบระบายความร้อนที่ 1 จึงหยุดทำงาน
ภาพการทำงานของเตาปฏิกรณ์
เพราะฉะนั้น ระบบระบายความร้อนที่ 2 (ระบบสำรอง) ซึ่งใช้เครื่องยนต์ดีเซลปั่นน้ำเข้าไประบายความร้อนในเตาปฏิกรณ์ หรือ Emergency Diesel Generator (EDG) จึงเริ่มทำงานทันที
ภาพการทำงานของเตาปฏิกรณ์
โดยเมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหว โรงไฟฟ้าโรงที่ 1-3 ซึ่งกำลังเดินเครื่องอยู่ ได้หยุดการทำงานอัตโนมัติตามที่ออกแบบไว้ และระบบ EDG ได้เริ่มทำงานทันที แต่ทว่าหลังจากระบบ EDG ทำงานได้เพียง 1 ชั่วโมงก็หยุดทำงาน เพราะได้รับผลกระทบจากคลื่นสึนามิที่ถาโถมเข้าใส่ รวมกับอาฟเตอร์ช็อก ทำให้อุณหภูมิภายในเตาปฏิกรณ์สูงขึ้น วิศวกรจึงใช้แหล่งไฟฟ้าสำรองแบบเคลื่อนที่เข้ามาจ่ายไฟให้ระบบหล่อเย็นของ โรงไฟฟ้าที่ 2 และ 3 แต่ไม่มีเพียงพอสำหรับจ่ายให้โรงไฟฟ้าที่ 1 ด้วยเหตุนี้ ระดับน้ำในเตาปฏิกรณ์โรงแรกจึงลดลงเรื่อย ๆ เนื่องจากอุณหภูมิในเตาที่สูงขึ้นจากการขาดระบบน้ำหล่อเย็น ทำให้ความดันในอาคารปฏิกรณ์สูงขึ้นเรื่อย ๆ และหากปล่อยให้สูงเช่นนี้ อาจทำให้อาคารแตกร้าว ส่งผลให้สารกัมมันตรังสีออกมาเป็นจำนวนมาก
ภาพการทำงานของเตาปฏิกรณ์
เช่นนั้นแล้ว ระบบระบายความร้อนที่ 3 หรือระบบฉุกเฉินที่เป็นระบบสุดท้าย ก็เริ่มทำงานทันที โดยระบบนี้จะใช้ไอน้ำจากความร้อนในเตาปฏิกรณ์มากลั่นตัวเป็นน้ำ แล้วนำน้ำกลับไประบายความร้อนในเตาปฏิกรณ์อีกที เพื่อระบายความร้อนในแกนปฏิกรณ์ออกมา
ภาพการทำงานของเตาปฏิกรณ์
ภาพการทำงานของเตาปฏิกรณ์
ระดับน้ำที่ลดลง ทำให้การระบายความร้อนภายในแกนปฏิกรณ์ทำได้ไม่ดี จนกระทั่งอุณหภูมิสะสมภายในเพิ่มสูงขึ้นถึงจุดวิกฤต จนแกนปฏิกรณ์จะหลอมละลาย
ขณะที่ปริมาณไฮโดรเจนภายในอาคารที่มีความดันเพิ่มสูงขึ้น ก็ดันอาคารให้ระเบิดออกมาในที่สุด อย่างที่เราเห็นภาพอาคารทีเสียหายปรากฎในข่าว ซึ่งเมื่ออาคารเกิดการระเบิดขึ้น ไฮโดรเจนที่ลอยออกมาได้พาไอโซโทปของไอโอดีน และซีเซียมออกมาด้วย ทำให้ทางการต้องเร่งแจกจ่ายไอโอดีนให้กับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง เพื่อป้องกันการสะสมของไอโซโทปของไอโอดีนนั่นเอง
เพราะฉะนั้น เราจึงได้ยินข่าวว่า วิศวกรญี่ปุ่นไม่มีทางเลือก ต้องเร่งแก้ไขเหตุการณ์ดังกล่าวเฉพาะหน้า ด้วยการใช้น้ำทะเลเข้ามาหล่อเย็นในเตาปฏิกรณ์ เพื่อระบายความร้อนที่มีสูงมากภายในแกนปฏิกรณ์ ซึ่งแน่นอนว่า การใช้น้ำทะเลไม่ใช่วิธีที่ปลอดภัยที่สุด และมีความเสี่ยงเช่นกัน เพราะในน้ำทะเลมีการเจือปนธาตุหลายชนิด อาจทำให้เกิดสารรังสีตัวใหม่ ๆ ตามมา และระบบภายในเตาปฏิกรณ์ก็ออกแบบมาเพื่อใช้กับน้ำบริสุทธิ์เท่านั้น จึงยังต้องหาวิธีแก้ไขต่อไป และภาวนาไม่ให้เกิดแผ่นดินไหว อาฟเตอร์ช็อก หรือสึนามิถล่มซ้ำ เพราะอาจนำไปสู่เหตุการณ์ที่เลวร้ายลงไปอีก
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนิวเคลียร์ของ Australian Nuclear Science and Technology Organisation (ANSTO) ก็ออกมาระบุว่า หากแกนปฏิกรณ์ถูกหลอมละลายไปหมด จะทำให้สารกัมมันตรังสีแพร่กระจายออกมาจำนวนมาก พื้นที่ภายในรัศมี 20 กิโลเมตรของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะเป็นพื้นที่เสี่ยง และไม่สามารถเข้าใกล้ได้ โดยประเทศที่จะได้รับผลกระทบตรง ๆ เลยก็คือ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และแคนาดา ซึ่งลมจะพัดไปถึง แต่อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะไม่รุนแรงเท่าเหตุการณ์การระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่เชอร์โนบิล ประเทศยูเครน อย่างแน่นอน เพราะที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของญี่ปุ่น มีระบบป้องกันดีกว่ามาก
ทั้งนี้ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้นมีข้อดีมากมายในการผลิตไฟฟ้า เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าประเภทอื่น ๆ คือ มีกำลังผลิตที่มากกว่า ใช้เชื้อเพลิงน้อยกว่าถ่านหิน และก๊าซ ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกขณะเดินเครื่อง นอกจากนี้ยังโรงไฟฟ้ายังทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ต่างจากโรงไฟฟ้าพลังงานลม และแสงอาทิตย์ ที่ทำให้ได้เป็นบางช่วง และให้กำลังการผลิตน้อยกว่า แต่อย่างไรก็ตาม อันตรายที่มากกว่าโรงไฟฟ้าประเภทอื่น ๆ คือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะมีสารกัมมันตรังสีมาก ซึ่งต้องมีระบบควบคุมความปลอดภัยที่มากกว่าโรงไฟฟ้าอื่น ๆ เพื่อไม่ให้รังสีแพร่สู่ภายนอก
วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2554
กม. 0
พบแล้ว "กิโลเมตรที่ 0" ของกรุงเทพฯ ที่แท้อยู่ใต้จมูกเราเอง
หลายคนยังงงว่าหลักกิโลเมตรที่ 0 ของกรุงเทพฯ อยู่ตรงไหนของเมืองฟ้าอมรแห่งนี้ ใบ้ให้ว่าอยู่ใจกลางเมืองจริงๆ
เชื่อว่าหลายคนเคยเห็นผ่านตากันมาบ้างแล้ว บางคนคุ้นเคยเป็นอย่างดี ยิ่งเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ที่ผ่านมา ที่แห่งนี้ยังเป็นสถาน
ที่สำคัญอีกด้วย
เฉลยกิโลเมตรที่ 0 ของกรุงเทพฯ อยู่ที่ "อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย" นี่เอง
ผ่านสถานที่สำคัญแห่งนี้มาก็หลายครั้งหลายหน แต่เพิ่งสังเกตเห็นป้ายสีน้ำตาลเล่าถึงรายละเอียด ซ่อนตัวอยู่บนริมถนน
ราชดำเนินกลาง ปากทางเข้าถนนดินสอ ฝั่งตรงข้ามโรงเรียนสตรีวิทยา พร้อมแผนที่ทางหลวงประเทศไทยขนาดใหญ่ตั้งอยู่
ข้าง กัน ระบุว่า "กิโลเมตรที่ 0 ของทางหลวงแผ่นดินสายประธาน หมายเลข 1 หมายเลข 3 และหมายเลข 4 เริ่มจากที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยถนนราชดำเนินกลาง แยกไปตามถนนสายต่างๆ ในกรุงเทพฯ"
ปีใหม่ปีนี้ ใครจะไปเที่ยวไหนแต่เริ่มต้นไม่ถูก ขอให้มาที่หลักกิโลเมตรที่ 0 ก่อน รับรองไม่หลง..
วันอังคารที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2554
ภาพสวยๆธรรมชาติ
@ ภาพสวยๆของมหัศจรรย์งานสร้างสรรค์จากธรรมชาติ @
นี่ขนาดเงาในน้ำนะเนี่ย
ชายคนนี้ ทำอะไรอยู่ ใครรู้บ้าง?
แสงและเงาแสนสวยงาม
มิตรแท้อยู่ใกล้ตัว!
โลกใกล้หลับ
ลีลา รูปลักษณ์ น่าอัศจรรย์
โลกยามเช้า..
สงบ ราบเรียบ ไม่รีบเร่ง
คุณเคยเจออย่างนี้ไหม?
ภูมิประเทศแบบนี้เกิดได้อย่างไร ใครหนอสร้าง?
ชีวิตสัตว์ป่า น่าอัศจรรย์
น้ำตกไนแอการา ยามค่ำคืน
วิถีชีวิตชาวบ้านตะวันตก
หลับสวยในป่าใหญ่
อลังการงานสร้างของธรรมชาติ
โลกยามหลับ
อย่าลืมเติมน้ำมันเต็มถังก่อนเข้าไป!
หมอกหนาในฤดูหนาว
ถูกรุมในยามว่ายน้ำอยู่เดียวดาย
ระวังถนนลื่น!
แสงสีเงินในวันอันหม่นมัว
ใครนะต่อท่อน้ำมาที่นี่
หยดหยาดน้ำค้างบนดอกไม้
ปูมีขาข้างตัว แต่ทำไมหัวปูมันไม่มี?
สุดยอดงานสร้างสรรค์ของธรรมชาติ!

มนุษย์เราพากเพียรปีนขี้นไปบนนี้ เพื่อหาอะไรกันนะ?

ขอบคุณชีวิต ขอบคุณธรรมชาติ
ผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล..

มนุษย์เราพากเพียรปีนขี้นไปบนนี้ เพื่อหาอะไรกันนะ?
ขอบคุณชีวิต ขอบคุณธรรมชาติ
ผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล..
ฟ้าหลังฝน ก็จะพบรุ้งที่สวยงาม
ขอให้วันนี้เป็นวันดี ๆ สำหรับทุกท่านครับ ^^
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)