วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

สิมิลันทะเลใต้

ชอบเที่ยวไทย :: "สิมิลัน"เกาะสวรรค์อันสุดสวย

หาดทราย และหินเรือใบอันโดดเด่นแห่งเกาะแปด
       “พี่ มีทะเลที่ไหนแนะนำบ้าง หนูว่าจะลาพักร้อนไปเที่ยวช่วงเมษานี้” น้องคนหนึ่งถามผมมา
      
        “ สิมิลัน ” ผมตอบเธอในทันทีอย่างไม่เวิ่นเว้อลังเล
      
       เพราะสำหรับผมแล้ว สิมิลันคือเกาะสวรรค์ในดวงใจที่ไปเที่ยวกี่ทีก็ไม่มีเบื่อเลยสักครั้ง...
      
        1… 
      
       ในบรรดาหมู่เกาะ ทะเลไทยสวยๆงามๆทั้งหลาย ผมยกให้“หมู่เกาะสิมิลัน” แห่งทะเลอันดามัน จ.พังงา มาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะนอกจากหมู่เกาะแห่งนี้จะงดงามปานแดนสวรรค์แล้ว ผมยังมีความทรงจำดีๆที่หมู่เกาะแห่งนี้มากมาย โดยเฉพาะในการเยือนสิมิลันครั้งแรกสมัยเป็นนักศึกษา ซึ่งเป็นยุคที่ผมมักจะเป็นโรค “ ไม่มีตังค์แต่ดันทุรังอยากเที่ยว ” และ นั่นก็ทำให้ผมและเพื่อนๆรวม 6 คน ดันทุรังไปเที่ยวสิมิลันแบบซำเหมาไปตายเอาดาบหน้า มีเงินแค่จ่ายค่าเรือเที่ยวเกาะเฉพาะขาไป แต่ขากลับไม่มีสตางค์พอจ่ายค่าเรือแบบครบคน(เนื่องจากช่วงขาไปถูกโกง) จำเป็นต้อง(หน้าด้าน)ขออาศัยเรือของคนอื่นกลับมาแบบขอจ่ายเงินทั้งหมดเท่า ที่มีติดตัวทุกคนอยู่รวมแล้วประมาณ 3 พันบาท
      
       แต่ประทานโทษ!!! ทริปนี้ผลสุดท้ายกลับกลายเป็นพวกผมสามารถโบก(ขออาศัย)“เรือรบหลวงสิมิลัน” เดินทางกลับขึ้นฝั่งที่ภูเก็ต(ฟรี)ได้อย่างเหลือเชื่อและสุดแสนประทับใจใน น้ำมิตรไมตรีที่เหล่าพี่ทหารเรือหยิบยื่นให้
      
        เรื่องนี้เวลาเล่าให้ใครฟัง มีทั้งคนที่ไม่เชื่อและคนที่อิจฉา
หาดหน้า เกาะสี่
       นั่น เป็นเรื่องราวเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งการกลับไปเยือนสิมิลันหนหลังสุดนั้น แม้ความประทับใจที่ประสบพบเจอจะเทียบไม่ได้กับความทรงจำอันแสนเหลือเชื่อใน ครั้งแรก แต่สิ่งที่ดูแล้วแทบไม่แตกต่างไปจากอดีตก็คือ หมู่เกาะแห่งนี้ยังดูงดงามและบริสุทธิ์ไม่สร่างซา สมกับเป็นหมู่เกาะในดวงใจที่แม้นานๆจะได้มีโอกาสไปเยือนสักหน แต่ในทุกครั้งที่ไปเยือน ความงามบวกกับบรรยากาศที่พานพบและผูกพัน ต่างไม่เคยสร้างความผิดหวังให้เลยสักครั้ง
      
        2... 
      
       จากข้อมูลทั่วไประบุว่า คำว่า"สิมิลัน"เป็นภาษายาวีหมายถึง เกาะทั้ง 9
      
       เดิมหมู่เกาะสิมิลันประกอบด้วยเกาะ 9 เกาะ คือ เกาะหนึ่ง(หูหยง) เกาะสอง(ปายัง) เกาะสาม(ปาหยัน) เกาะสี่(เมียง) เกาะห้า เกาะหก(ปายู) เกาะเจ็ด(หินปูซาร์) เกาะแปด(สิมิลัน) และเกาะเก้า(บางู)
ที่พักกางเต็นท์บนเกาะสี่
       กระทั่ง เมื่อไม่นานมานี้ทางกรมอุทยานฯได้ผนวกรวมเกาะตาชัยและเกาะบอนที่อยู่ในน่าน น้ำละแวกเดียวกันเพิ่มเข้าไปอีก 2 เกาะ ทำให้หมู่เกาะสิมิลันปัจจุบันมี 11 เกาะด้วยกัน
      
       สำหรับผู้ที่มาเที่ยวสิมิลันและพักค้าง ทางอุทยานฯเขามีที่พักจัดไว้ให้บนเกาะเมียงหรือเกาะสี่ทั้งบ้านพักและที่กาง เต็นท์แบบจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว
      
       เกาะสี่ เป็นเกาะใหญ่อันดับสองของหมู่เกาะสิมิลันนอกจากมีที่พักแล้ว ยังเป็นเกาะที่มีแหล่งน้ำจืดค่อนข้างสมบูรณ์ เป็นเกาะที่ตั้งของที่ทำการอุทยานฯสิมิลัน-ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวมสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆตามความเหมาะสมกับสภาพการ อยู่เกาะที่ไกลจากแผ่นดินใหญ่อยู่มากโขร่วม 70 กม.
เวิ้งโค้งอ่าว เกาะหน้า
       นอกจากเป็นเกาะที่พักแล้ว เกาะสี่ยังเป็นเกาะท่องเที่ยวที่น่าสัมผัสไปด้วยทรัพยากรอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น " หาดหน้า" ที่ น่าเดินไปด้วยผืนทรายขาวละเอียดย่ำแน่นนุ่มเท้า น่าเล่นน้ำไปด้วยท้องน้ำที่ใสแจ๋วแหววมองเห็นปลาแหวกว่าย มีแนวปะการังกระจายอยู่เป็นหย่อมๆ ครั้งหนึ่งผมเคยเจอเจ้าปลาไหลเมอเร่ย์ว่ายมาทักทาย แม้เพียงแค่มาดำสน็อกเกิ้ลเล่นเท่านั้น ส่วนในการไปเที่ยวครั้งที่ผ่านมา ผมได้พบกับเจ้าเต่าทะเลตัวย่อมออกมาโชว์ตัวแหวกว่ายเล่นน้ำแบบแสน เชื่องกระไรปานนั้น
      
       จากหาดหน้าหากเดินตัดป่าไปอีกฟากหนึ่งของเกาะสี่ จะเป็น “ หาดเล็ก ” ที่แม้ขนาดและความงามอาจจะเป็นรองหาดหน้า แต่ว่าก็ได้เปรียบในเรื่องของความสงบเป็นส่วนตัวเข้ามาทดแทน
มุมชิงช้าบนเกาะสี่
       เสน่ห์ ของเกาะสี่ยังไม่หมดแค่นี้ ที่นี่ยังมีจุดชมวิวลานข้าหลวงให้ขึ้นไปชมทิวทัศน์อันสวยงามกว้างไกล ส่วนยามเย็นก็ไม่ควรพลาดการเดินเลียบป่าขึ้นไปชมอาทิตย์อัสดงกลางอันดามัน ซึ่งขึ้นโชควาสนาของแต่ละคนว่าในวันที่ไปจะเห็นพระอาทิตย์ดวงกลมโตตกน้ำทะเล ป๋อมแป๋มอย่างสวยงาม หรือเจอฟ้าปิดปกคลุมม่านเมฆหนาทึบ ชนิดที่ทำเอาหลายคนที่ตั้งใจเดินมารอชมบ่นอุบ
ปูไก่ออกหากินยามราตรี
       บนเกาะสี่ยังมีสัตว์ประจำถิ่นอย่าง “ นกชาปีไหน ” ตัวสีเขียวอมน้ำเงินมาเดินเล่นกระดุ๊ก กระดุ๊ก ให้พบเห็นอยู่เป็นประจำ รวมถึงมีอันซีนไทยแลนด์อย่าง ” ปู่ไก่ ” ปู ตัวโตสีสันสวยงามร้องเสียงคล้ายไก่ออกมาปรากฏโฉมอย่างคึกคักเป็นจำนวนมาก เมื่อย่ำยามราตรีมาเยือน ในบริเวณผืนป่าห่างจากที่ทำการอุทยานฯไปไม่เท่าไหร่ ซึ่งพวกมันจะพร้อมใจกันออกจากรู(บ้านของมัน)มาหากิน และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวไปซุ่มส่องดูมันใช้ชีวิตกันแบบใครตาดีได้ ตาร้ายอด
น้ำทะเลเกาะแปดใสแจ๋วจนมองเห็นถึงสีสันใต้น้ำ
        3… 
      
        “ สิมิลัน ” ไม่เพียงเป็นชื่อของหมู่เกาะที่ หมายถึงเกาะทั้ง 9 เท่านั้น หากแต่ยังเป็นชื่อเกาะที่ใหญ่ที่สุดสำคัญที่สุด และโดดเด่นที่สุดในหมู่เกาะแห่งนี้ นั่นก็คือเกาะสิมิลันหรือเกาะแปดอันลือลั่น
      
       เกาะแปด เป็นเกาะบังคับที่ใครเมื่อมาเที่ยวหมู่เกาะสิมิลันแล้วหากไม่ได้ไปสัมผัสน้ำ ทะเลเกาะแปดก็เหมือนกับว่ายังมาไม่ถึงสิมิลัน
      
       บนเกาะแปดชวนเพริศแพร้วไปด้วยธรรมชาติอันสวยงามพิสุทธิ์ ที่บริเวณหน้าเกาะมีหาดทรายละเอียดขาวเนียนราวกับแป้งผัดหน้าสาว ซึ่งหากว่าทรายที่นี่สามารถผัดหน้าสาวได้สวยแจ่มจริงป่านนี้ทรายที่นี่คง ถูกลักขโมยไปหมดเกลี้ยงแล้ว
อีกมุมหนึ่งของหินเรือใบ
       หาด ทรายเกาะแปดมีลักษณะเป็นหาดกว้างและโค้งยาวคล้ายเกือกม้า มีน้ำทะเลใสแจ๋ว ยามต้องแสงแดดจะส่องประกายระยิบพริบพราย ส่วนรอบๆบริเวณนั้นก็สมบูรณ์ไปด้วยกองหิน แนวปะการัง และปลาสวยๆงามๆมากมาย และที่นี่ในการไปเที่ยวหนล่าสุดผมก็ได้พบกับเจ้าเต่าทะเลอีกแล้วครับทั่น แถมยังแหวกว่ายเล่นน้ำทะเลให้ชมกันถึง 2 ตัวเลยทีเดียว
      
       ความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์อีกประการของเกาะแปดก็คือ ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ให้เกาะแห่งนี้มีหินรูปร่างประหลาดเป็นดังประติมากรรม ธรรมชาติปรากฏอยู่ทั่วไป โดยมีหินรูปร่างแปลกๆไม่มีชื่อเป็นหินพระอันดับ และมีหินพระรองเป็น " หินรองเท้าบู้ท" หรือ " หินโดนัลท์ดัก" ที่ตั้งตระหง่านโชว์ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติอยู่ทางด้านทิศเหนือของเกาะ ส่วนหินพระเอกของเกาะนั้นก็คือ “ หินเรือใบ ”ที่ถือเป็นไฮไลท์ประจำเกาะและเป็นดังสัญลักษณ์ของหมู่เกาะแห่งนี้
เวิ้งอ่าวเกาะแปด เมื่อมองลงมาจากจุดชมวิวหินเรือใบ
       หิน เรือใบ เป็นหินก้อนโตลักษณะคล้ายหมวกใบใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่บนผาหินริมหาดแบบชวน ทึ่ง เพราะมันดูเหมือนจะตกแต่ไม่ตก จนหลายๆคนอดสงสัยไม่ได้ว่ามันตั้งอยู่ได้อย่างไร
      
       บนที่ตั้งหินเรือใบ ถือเป็นจุดชมวิวสำคัญแห่งสิมิลัน ใครที่ไปเยือนเกาะนี้แล้วพอมีกำลังวังชา ไม่ควรพลาดการเดินลุยผาหินขึ้นไปบนจุดชมวิวหินเรือใบด้วยประการทั้งปวง ซึ่งเมื่อผมลงทุนลงแรงปีนป่ายอย่างสมบุกสมบันขึ้นไปถึงบนนั้นเป็นที่เรียบ ร้อย บรรยากาศที่พานพบมันทำให้ความเหน็ดเหนื่อยที่เดินลุยขึ้นมาหายเป็นปลิดทิ้ง
      
       บนจุดชมวิวหินเรือใบนอกจากมีสายลมลมเย็นๆพัดพลิ้วปะทะร่างกายคลาย ร้อนให้ชุ่มชื่นชูใจแล้ว วิวทิวทัศน์บนนี้ยังน่าตื่นตาตื่นใจ ดูสวยงามไปด้วยหาดยาวขาวเนียนทอดตัวโค้งรับไปกับท้องทะเลกว้างไกล อีกทั้งยังสามารถมองเห็นถึงความแตกต่างของสีน้ำทะเลช่วงตื้นกับช่วงลึกอย่าง ชัดเจน ช่วงน้ำลึกไกลชายฝั่งออกไปน้ำทะเลจะเป็นสีน้ำเงินเข้ม ครั้นพอถึงช่วงใกล้ชายฝั่งสีน้ำทะเลจะไล่โทนเข้ามาเป็นน้ำเงินอ่อน ฟ้า ไปจนถึงเขียวอมฟ้าจางๆในช่วงน้ำตื้น
      
        นับเป็นความงามที่ธรรมชาติบรรจงสรรค์สร้างให้ชนิดที่ไม่มีจิตรกรเอกคนใดในจักรวาลสร้างสรรค์ได้
เต่าทะเล 2 ตัวแหวกว่ายอวดโฉมที่เกาะแปด
        4… 
      
       “พี่ มีทะเลที่ไหนแนะนำบ้าง หนูว่าจะลาพักร้อนไปเที่ยวช่วงเมษานี้” น้องคนหนึ่งถามผมมา
      
       “สิมิลัน” ผมตอบเธอในทันทีอย่างไม่เวิ่นเว้อลังเล
      
       เพราะสำหรับผมแล้ว สิมิลันคือเกาะสวรรค์ในดวงใจที่ไปเที่ยวกี่ทีก็ไม่มีเบื่อเลยสักครั้ง...
        

ภาพตะปู

ภาพเหลือเชื่อ จากจิตรกร ตอกตะปู





















แพ้เกลือ

โรคไหนๆ ก็แพ้เกลือ/ มีดีมาฝาก

 

โรคไหนๆ ก็แพ้เกลือ 
เชื่อไหมว่าเรามียาดีประจำบ้านกันทุกคน ก็เกลือที่อยู่ในครัวนี่เอง...

1. ไอเพราะเป็นหวัด
แค่เอาน้ำเปล่า 1 ถ้วย มาเหยาะเกลือลงไป 1 ช้อนชา คนเบาๆ จนกว่าเกลือจะละลาย แล้วใช้บ้วนปากกลั้วคอหลายๆ ครั้ง ความเค็มจะเข้าไปละลายเสมหะในลำคอ ทีนี้ก็ไม่ต้องไอให้คนข้างๆ รำคาญแล้ว

2. มึนหัว สมองไม่แล่น
สาวทำงานที่เจอแบบนี้อย่ารอช้า รีบรองน้ำอุ่นให้เต็มถัง หยอดเกลือลงไป 2-3 ช้อนชา แล้วเอามาอาบ รับรองว่าสมองจะโล่งคิดงานได้ปรู๊ดปร๊าด เพราะเกลือช่วยกระตุ้นให้เลือดลงไหลเวียนดี มีเลือดไปหล่อเลี้ยงสมอง

3. เร่งให้อาเจียน
ถ้าบังเอิญกินสารพิษเข้าไป หรืออึดอัดอาหารไม่ย่อย จนต้องทำให้อาเจียนออกมา ให้ดื่มน้ำเกลือเข้มข้นแก้วใหญ่ๆ ไม่นานจะได้อาเจียนสมใจ

4. คัดจมูก
จะแค่คัดจมูกน้ำมูกไหล หรือลุกลามจนกลายเป็นโรคจมูกอักเสบก็ตาม ให้ใช้น้ำเกลือเจือจางหยอดเข้าไปในรูจมูกทั้งสองข้าง เกลือจะช่วยฆ่าเชื้อโรคในโพรงจมูก จะได้หยุดซี้ดซ้าดปาดน้ำมูกได้เสียที

5. คันตามผิวหนัง
ทาบริเวณที่คันด้วยน้ำเกลือ เชื้อราบริเวณนั้นจะสิ้นฤทธิ์

6. โรคตาแดง
โรคนี้มีเชื้อโรคเป็นตัวการอยู่เบื้องหลัง แต่สามารถปฐมพยายาบาลตัวเองก่อนถึงมือหมอได้ง่ายๆ ด้วยการเอาผ้าขนหนูสะอาดๆ (ถ้าต้มฆ่าเชื้อโรคก่อนได้ยิ่งดี) จุ่มน้ำเกลือแล้วเอามาเช็ดตา อาจจะแสบบ้างแต่นั่นล่ะคือยาดี หลังจากที่เกลือเข้าไปฆ่าเชื้อโรคในตาแล้ว ก็ล้างตาหลายๆ ครั้งด้วยน้ำสะอาด อาการบวมแดงมีขี้ตาของคุณจะทุเลาลง

7. แผลยุงกัด
ถ้าใครถูกเจ้ายุงตัวร้ายมาขอบริจาคเลือดไป แถมยังทิ้งรอยแผลไว้เป็นที่ระลึก อย่ามัวแต่เกาให้เสียลุคส์สาวงาม รีบๆ ใช้น้ำเกลือทาที่รอยแผล ไม่นานความคันจะหายไป และรอยบวมก็จะยุบเร็วด้วย

ยายยิ้ม

อย่างน้อยให้ได้เท่ายายนะ ข้อคิดดี ๆ จาก ยายยิ้ม

คงยากสำหรับคนสมัยนี้ที่จะทำให้ได้เท่ายาย คนเราตัดกิเลสไม่หมด หรอก แต่พยายามทำความดีไว้เถอะนะ เพื่อน ๆ มนุษย์ทั้งหลาย 
1

2

3


ยายยิ้ม หญิงร่างเล็ก หลังงุ้ม ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มสมชื่อ อาศัยในบ้านไม้ที่เกือบเสร็จท่ามกลางป่าเขา จ.พิษณุโลก  อยู่ลำพังอย่างเดียวดาย ห่างไกลผู้คนและเงียบสงัด

เมื่อ 20 ปี ก่อน ยายมีบ้านอยู่ที่อำเภอพรหมพิราม พร้อมลูกหลาน ตอนนั้นลูกชายคนเล็กตั้งใจจะมาบุกเบิกทำมาหากินบริเวณที่อยู่ปัจจุบัน แต่ด้วยปัจจัยหลายอย่าง ทั้ง ความไกล ไข้ป่า และความลำบาก ส่งผลให้ลูกชายของยายเลือกที่จะไปขับรถแท๊กซี่ใน กทม.

และไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ และการไม่อยากเป็นภาระลูกหลานหรืออื่นๆ ยายยิ้มจึงตัดสินครั้งสำคัญ อาศัยอยู่ที่บ้านในป่าผืนนั้น เป็นต้นมา

ลูกหลานขอร้องให้ยายกลับมาอยู่บ้านแต่ยายไม่กลับ ลูกหลานจึงได้แต่มาเยี่ยมยายเป็นระยะรวมถึงการนำเสื้อผ้าผ้าห่ม ข้าวสารอาหารแห้งมาให้ยาย ลูกชายคนที่ยังอยู่ในอำเภอพรหมพิรามบอกว่า "แม่เขาจะบอกว่าไม่ต้องเอามาให้มากนะ ในชีวิตเขา แม่เขาไม่เคยอยากได้อะไรเลย เคยถามเขาก็บอกว่า เขาพอแล้ว สมัยยังเด็กบ้านเราจนกันมาก พ่อก็ตายตอนที่เรายังเล็ก ๆ แต่แม่คนเดียวก็หา เลี้ยงลูกได้ มานึกดูแกต้องทำงานหนักมาก แม่ถึงเน้นสอนให้เข้มแข็ง หนักเอาเบาสู้ไม่เลือกงาน"

ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาท่ามกลางขุนเขา ยายไม่มีนาฬิกา แต่ทุกเวลาล้วนมีคุณค่า การมีชีวิตอยู่ของยายหมดไปกับการปลูกต้นไม้ ทำฝายเล็ก ๆ ที่ยายได้อาศัยในยามหน้าแล้งและยังเป็นสายธาร หล่อเลี้ยงบรรดาสัตว์และต้นไม้บนผืนแผ่นดินนี้ และตั้งใจถวายในหลวงและพระราชินี ยายรักในหลวงและพระราชินีมาก

กิจวัตรประจำวัน ตื่นแต่เช้า จุดธูปไหว้พระ เก็บมุ้ง กระย่องกระแย่งมาจุดฟืน หุงข้าว ตักข้าวสุกแรกเก็บไว้ ตักข้าวกินกับน้ำพริก หรือ ปลาแห้งที่เก็บไว้ ลงมากวาดลานบ้าน ซักผ้า หาบน้ำที่ลำห้วย ออกไปหาฟืนหาไม้ มาเก็บไว้ ก่อนจะคดข้าวใส่กล่อง น้ำพริก ใส่ย่าม สวมที่ขาดวิ่น ใช้พร้าแทนไม้เท้าเวลาเดินข้ามห้วย ข้ามหนอง เข้าไปในป่าลึก ผ่านฝายเล็กๆ หรือคันนาที่ยายทำไว้ 11 ฝาย เป็นคันดินที่ยายใช้ "จอบกับใจ" ค่อยๆขุดขึ้นมา กลายเป็นแอ่งน้ำเล็กๆกักเก็บน้ำ พอให้สัตว์เล็กได้มาอาศัย ต้นไม้ชุ่มชื่น ระหว่างนั้นก็เอาข้าวมาโปรยให้สัตว์ ในแอ่งดินกันทำคันดินนี้เสร็จ ก็เข้าไปลึกเรื่อยๆ ที่ละฝาย ทีละฝาย เวลาแต่ละวันผ่านไปเท่าไหร่ไม่รู้ เหนื่อยก็พัก แล้วก็เดิน กลับบ้าน ชีวิตยาย เป็นไปอย่างเรียบง่าย

ทุก ๆ วันพระ ยายจะเดินลงมาจากเขา ด้วยระยะทางเกือบ 8 กิโล บวกกับวัยชราของยาย จึงทำให้ยายใช้เวลาใน การเดินทางกว่า 3 ชั่วโมง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ศรัทธาของยายเสื่อมถอยลง ลำพังคนหนุ่มสาว จะให้เดินขึ้นลงเขา สัก 7-8 กิโลเมตร ยังเล่นเอาเหงื่อตก แต่สำหรับยายยิ้มถือเป็นกิจวัตสม่ำเสมอทุกวันโกน วันพระเพราะไม่ว่าฝนจะตก ฟ้าจะร้อง ยายก็ต้องไปถึงวัดไม่เคยขาด

ระยะทางไกลที่เต็มไปด้วยหล่มโคลน ถนนเป็นร่อง ขรุขระ ยายยิ้ม จะออกเดินเท้าจากบ้านตั้งแต่เช้ามืด เหนื่อยก็พัก ถึงวัดกี่โมงไม่รู้ รู้แต่เมื่อถึงวัดก็เปลี่ยนชุดชาว สวดมนต์ ปฏิบัติธรรม ทำความสะอาดวัด ทำบุญ เมื่อกลับจากวัด แกก็จะมานับวันหลังจากนั้นไปถึงวันโกนวันพระอีกที ก่อนที่เดินกลับบ้านในป่า ยายเลือกใช้ชีวิตเพียงลำพัง และใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวอย่างมีความสุขอีกครั้ง

เราขาดในสิ่งที่ยายยิ้มมี นั่นคือ ความพอเพียง ความศรัทธา ความไม่โลภ เรามีในสิ่งที่ยายขาด นั่นคือ ความทุกข์

พิธีกร : ข้าวสารอาหารแห้งเอามาจากไหน
ยายยิ้ม : ลูกหลานเข้าเอามาให้ เขาเอามาให้ก็ต้องกิน เขาจะได้บุญและก็ต้องกินอย่างประหยัดๆ ไม่ฟุ่มเฟือย

พิธีกร : ฝนตกเปียกไหม
ยายยิ้ม : ก็หลบๆเอา ไม่ลำบาก อย่าคิดว่ามันลำบาก

พิธีกร : เสื้อผ้า ขาดแล้วยังใส่อยู่
ยายยิ้ม : ลูกหลานเข้าเอามาให้ ใส่ไว้เขาจะได้บุญ

พิธีกร : ลูกหลานอยากให้ไปอยู่ด้วยกัน
ยายยิ้ม : ไม่ใช่ว่าจะไม่พึ่ง แต่ให้หมดค่าก่อนค่อยพึ่ง ป่วยไม่สบายไม่มีแรงค่อยพึ่งเขา

พิธีกร : ทำฝายไปให้ใคร
ยายยิ้ม : ให้ในหลวงพระราชินี ท่านเป็นถึงเจ้าแผ่นดินยังทำงาน เราก็ต้องทำให้ท่านบ้าง..ส่วนสิ่งที่ทำในหลวงไม่เห็น ผีสางเทวดาก็เห็น

พิธีกร : ได้ประโยชน์อะไรจากฝาย
ยายยิ้ม : ในหลวงบอกมีฝายมีน้ำ มีป่า มีปลาเล็กเป็นอาหารนกอีกทีรวมถึงได้ใช้ยามหน้าแล้ง

พิธีกร : กลัวล้มไหมเวลาเดินไปไหน
ยายยิ้ม : กลัวแต่ก็ต้องทำ ทำแล้วมีความสุข

พิธีกร : เหนื่อยไหมที่ทำมา
ยายยิ้ม : เหนื่อย แต่ทำแล้วมีความสุข

พิธีกร : เดินไปวัดลำบาก เหนื่อยไหม
ยายยิ้ม : เหนื่อยก็พัก แล้วเดินต่อ ทางไปสวรรค์มันรก ทางไปนรกมันเรียบ เห็นพระก็หายเหนื่อย

พิธีกร : สรุปว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ
ยายยิ้ม : คนอื่นว่าลำบากแต่ถ้าเราคิดว่ามันเป็นสวรรค์มันก็ไม่ลำบาก

พิธีกร : ยายมาทำบุญทุกวันพระไหม
ชาวบ้าน : ยายมาประจำแหละ ยายแกชอบทำบุญ ได้เบี้ยเดือน 500 แกยังทำบุญหมดเลย

พระ (กางมุ้งให้ยายนอนในศาลาวัด) : ไม่บาปหรอกยาย ช่วยๆกัน ดูแลกัน
ยาย (นั่งยิ้มด้วยความจำนน)
ยาย เอาเงินที่เก็บๆรวมถึงเงินที่ชาวบ้านให้ไว้มาทำบุญ
ยาย อวยพรให้และภาวนาให้คนที่ทำบุญด้วย
พิธีกร : ยายรู้จักเขาเหรอ
ยายยิ้ม : (ยิ้ม) ไม่รู้จักหรอก เห็นบอกว่าจะบวชก็เลยทำบุญ ให้ยายทำบุญนะ (สงสัยคงจะเป็นเงินที่ทางรายการให้)
พิธีกร : ทำเถอะยาย ไม่ว่าอะไรหรอก

พิธีกร : ยายมีของแค่นี้เหรอ (หยิบกระเป๋าใบเล็กที่บรรจุเสื้อผ้า หยูกยาที่จำเป็น บัตรประชาชน)
ยายยิ้ม : แค่นี้แหละเตรียมไว้ เวลาเจ็บป่วยขึ้นมา เอาไปใบเดียว คนอื่นจะได้ไม่ลำบากหา

พิธีกร : จะไม่เป็นการแช่งตัวเองหรือ
ยายยิ้ม : ยิ่งเจ็บ ยิ่งต้องพึ่งตัวเอง ยิ่งต้องเตรียมตัว

พิธีกร : เวลายายไปตัดไม้ไผ่ ทำฝายไม่เกินกำลังเหรอ เอาแรงมาจากไหน
ยายยิ้ม : หัวเราะเบาๆแล้วตอบว่า มันเกินกำลังอยู่แล้วล่ะ แต่ต้องมีความพยายามยายบอกวันนี้หมดแรง นอนพัก พรุ่งนี้แรงก็มาใหม่

พิธีกร : ยายยังขาดอะไรอีกในชีวิต
ยายยิ้ม : ยายยิ้มสมกับชื่อ แล้วตอบอย่างภาคภูมิใจว่า ขาดความทุกข์